วิธีเลี้ยงลูกให้ดี+มีความสุข
posted on 17 Sep 2009 08:25 by health2u in healthไทยรัฐ 16 กย. 52 ตีพิมพ์เรื่อง "เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดี-มีความสุข" ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ เรียนเสนอให้แวะไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ "ไทยรัฐ" กันครับ
แพทย์แนะเทคนิค 6 ประการ พร้อม ฝึกให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหา โดยให้โอกาสเขาได้คิด ตัดสินใจ ในสิ่งที่เหมาะแก่วัยของเขา...
ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กในช่วงวัยแรกเกิดถึง 6 ปีอัน เป็นช่วงสำคัญของชีวิตในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ศูนย์รับเลี้ยงและพัฒนาเด็กศิริราช จึงร่วมกับภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
จัดการอบรมในโครงการ "ศิริราชสอนเลี้ยงลูก" ขึ้นเดือนละครั้ง เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2552 จนถึงเดือนมีนาคม ปี 2553 สำหรับในเดือนกันยายนนี้ มีการบรรยายเรื่อง "เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดีและมีความสุข"...
...ผศ.นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ หัวหน้าสาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราช พยาบาล ได้อธิบายถึงการเลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดีและมีความสุขว่า
ความสุขของเด็กไม่ใช่ความสนุกสนาน ความสะดวก สบาย เด็กที่มีความสุขคือ มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส เป็นคนรักตนเองและรักผู้อื่น
เป็นคนมองโลกในแง่บวก แต่ไม่ใช่ ซื่อตามคนไม่ทัน รวมทั้งเป็นเด็กแก้ไขปัญหา ปรับตัวได้ดี มีจิตนิยมไม่วัตถุนิยม และรู้จักที่จะมีความสุขง่ายๆ นั่นคือความสุขที่แท้จริง
ส่วนวิธีที่จะทำอย่างไรให้เด็กมีความสุขได้นั้น คุณหมอชาตรี บอกว่า ทำได้ 6 ประการ ได้แก่
การส่งเสริมการพัฒนาทางอารมณ์ ซึ่งจะทำให้เด็กโตขึ้นเป็นคนอย่างไร การส่งเสริมการพัฒนาทางอารมณ์ทำได้โดยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยเฉพาะเด็กในช่วง 2 ปีแรกเป็นหัวใจสำคัญ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการด้วยการเล่นสมมติ การเล่านิทาน การอ่านหนังสือ ตามด้วยการพัฒนาอีคิวให้ลูกมีเชาวน์ทางอารมณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ ไอคิวจะเด่นในช่วงตอนเล็กแต่เมื่อโตอีคิวจะมีความสำคัญมากกว่า
คุณหมอชาตรีกล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ ต้องฝึกให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหา โดยให้โอกาสเขาได้คิด ตัดสินใจ ในสิ่งที่เหมาะแก่วัยของเขา เช่น การใส่เสื้อผ้า, การกิน สิ่งที่ให้เขาตัดสินใจอยู่ในกรอบที่เราได้เลือกมาแล้ว
การฝึกให้มีระเบียบเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเช่นกัน เพราะการอยู่ด้วยกันในสังคมอย่างสงบสุขได้ต้องมีวินัย วิธีการฝึกเริ่มได้ตั้งกฎภายในบ้าน กฎของบ้านคือกิจวัตรประจำวัน
สุดท้ายคือประสบการณ์และสภาพแวดล้อม ซึ่งพ่อแม่ต้องกลั่นกรองสิ่งที่เข้าถึงลูกเรา ปัจจุบันออกจะวัตถุนิยมเยอะมาก พ่อแม่ต้องทำหน้าที่เซ็นเซอร์กรองสิ่งเหล่านี้เข้าบ้าน.